06/09/2026
ธนาคารโลกประจำประเทศไทยเผยตั้งแต่หลังโควิด-19 ประเทศไทยเศรษฐกิจหดตัวสวนทางประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคจนเหลือเฉลี่ยแค่ 2.2% ถ้าไทยไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างและปล่อยให้โตได้แค่นี้ 35 ปีผ่านมาไทยใช้โมเดลเศรษฐกิจเดิมๆ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามันถึงทางตันแล้ว และถ้าฝืนทำต่อไปการที่ไทยจะขยับรายได้ประชากรให้สูงขึ้นอาจต้องรออย่างน้อยถึงปี 2599 หรืออีก 30 ปี ย้ำนี่ไม่ใช่การสั่งให้ทำ แต่ถ้าไม่ทำก็แล้วแต่ไทยถือว่าบอกแล้ว
-----------------------------------------------------
กลุ่มธนาคารโลกได้เปิดตัวรายงานฉบับล่าสุด “Building Thailand’s Future Today: The Investment and Growth Playbook” ภายในงาน “Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” เวทีนำเสนอศักยภาพประเทศไทยสู่ประชาคมโลก จัดขึ้นวันที่ 3 ก.ย.2569 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ด้วยความร่วมมือของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารโลก
รายงานฉบับนี้ระบุว่า ประเทศไทยมีโอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างใน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การยกระดับศักยภาพ และการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจ
โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะช่วยนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และยกระดับอัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัว (GDP per capita) ขึ้นสู่ 5.4% ต่อปี
สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย และเมียนมา กล่าวเปิดรายงานว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างเดิมที่แข็งแกร่ง ทั้งฐานอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก สถาบันทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานสากล ตลอดจนภาคเอกชนที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ดี รูปแบบหรือโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจที่เคยสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องให้แก่ประเทศไทยตลอดช่วง 35 ปีที่ผ่านมา จะไม่สามารถส่งเสริมการเติบโตที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในอนาคตได้อีกต่อไป
"เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่รวดเร็ว และท้าทายอย่างมาก ทั้งจากการอุบัติขึ้นของเทคโนโลยี AI การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทาน และการค้าโลกใหม่ แรงกดดันด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์"
แคทเธอริน แอน สเตเปิลตัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก และต่อเนื่องมาถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อัตราการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยของไทยลดลงมาอยู่ที่เพียง 2.2% ต่อปีเท่านั้น และเผชิญกับภาวะการจ้างงานในระบบที่เติบโตอย่างจำกัด
"หากประเทศไทยยังคงดำเนินนโยบายตามปกติ และเติบโตตามแนวโน้มเฉลี่ยที่ 2.2% ประเทศไทยจะต้องใช้เวลาจนถึงปี 2599 หรือใช้เวลาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในการยกระดับขึ้นสู่ประเทศที่มีรายได้สูง"
แต่หากไทยดำเนินการปฏิรูปตามข้อเสนอแนะของรายงาน และศักยภาพเศรษฐกิจขยายตัวได้ที่ 5.4% ต่อปี จะส่งผลให้บรรลุเป้าหมายได้ในปี 2580 หรือภายใน 12 ปี
ซึ่งจะส่งผลให้ "เด็กไทยที่เกิดในปีนี้" ได้เรียนต่อในระดับมัธยมปลายในประเทศที่มีสถานะเป็นประเทศรายได้สูง ได้รับระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานของกลุ่มประเทศ OECD และมีโอกาสเข้าทำงานในอุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมใหม่ ที่จะได้รับค่าตอบแทนสูงอย่างเท่าเทียม
สำหรับคอขวดที่เป็นอุปสรรคใน "การสร้างพลวัต" ของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ได้แก่
1.พลวัตของภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ ประเทศไทยมีจำนวนธุรกิจเกิดใหม่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล โดยมีบริษัทสตาร์ตอัปเพียง 10 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ที่มีถึง 1,000 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคน
นอกจากนี้ สัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อจีดีพีของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1% เท่านั้น ในขณะที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก และแปซิฟิกมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5%
โดยรายงานตั้งเป้าหมายว่าไทยต้องยกระดับสัดส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ลงทุนวิจัย และพัฒนาให้เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปัจจุบันขึ้นสู่ระดับ 20% ให้เทียบเท่ามาตรฐาน OECD
2.วิกฤติคุณภาพทักษะแรงงาน ปัจจุบันผลคะแนนทดสอบ PISA ในวิชาคณิตศาสตร์ของไทย ชี้ว่ามีเยาวชนไทยอายุ 15 ปีเพียง 1% เท่านั้นที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีความสามารถสูง (Top Performers) เทียบกับมาตรฐาน OECD ที่ 9% และสิงคโปร์ที่มีสัดส่วนสูงถึง 25%
นอกจากนี้ สัดส่วนผู้เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาของไทยอยู่ที่ 45% ซึ่งต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของประเทศรายได้สูงที่มีสัดส่วนถึง 82% อย่างชัดเจน
3. การสร้าง "เมืองแห่งอนาคต" เพื่อกระจายศูนย์กลางความเจริญออกจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความแออัดสูงที่สุด โดยการสร้างความเจริญในเมืองรองด้วยโครงสร้างพื้นฐาน และการเงินระดับท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ
ตลอดจนการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งทางธนาคารโลกได้เข้ามาร่วมสนับสนุนแนวทางการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ และการบริหารความเสี่ยงอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง