โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

PropDNA Smart Your Lifestyle Living นำเสนอ ข่าวสารด้านอสังหาริมทรัพย์ ไลฟ์สไตล์ การเป็นอยู่ อาหารการกิน สุขภาพ และการลงทุน เพื่อการใช้ชีวิตแบบ Smart

PropDNA คือ พื้นที่ข่าวสารด้านอสังหาริมทรัพย์ ในหลากหลายมุมมอง โดยทีมงานในด้านงานข่าวสายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี รวมถึงนักลงทุน ผู้บริโภค ที่มีความสนใจในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มาร่วมให้มุมมองและความรู้ร่วมกัน

ร่วมติดตามทุกข่าวสาร และมุมมองใหม่ๆ ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ Smart Your Lifestyle Living ให้เรื่องที่อยู่อาศัยสะท้อนไลฟ์สไตล์ในตัวคุณ ได้ที่ www.propdna.net แฟนเพจ PropDNA และ IG : propdna_th

⚡✨  ยกเครื่องบริหาร ดัน 3 กลยุทธ์Turnaround ตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ปี 2571 ชูโมเดลบ้านแนวราบควบคู่ธุรกิจสร้างรา...
08/10/2026

⚡✨ ยกเครื่องบริหาร ดัน 3 กลยุทธ์Turnaround ตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ปี 2571 ชูโมเดลบ้านแนวราบควบคู่ธุรกิจสร้างรายได้ประจำ

#ปรีชากรุ๊ป ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งสำคัญ ดึง “นายรองฤทธิ์ ธรรมสถิต” มือบริหารแถวหน้าจาก QH และ FPT ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) นำทัพผู้บริหารชุดใหม่ขับเคลื่อนแผน Turnaround โชว์ผลงานครึ่งแรกปี 2569 ทำรายได้รวม 122.92 ล้านบาท เติบโต 720% (YoY) พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท และปักหมุดรายได้แตะ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก:

📍รุกที่อยู่อาศัยแนวราบแบรนด์ใหม่ “PRESENSE”: มุ่งจับกลุ่ม Real Demand นำร่อง 2 ทำเล ได้แก่ ัตนาธิเบศร์–เวสต์เกต (โอนกรรมสิทธิ์ต้น ธ.ค. 2569) และ ัง–สุวินทวงศ์ พร้อมเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่อ

🛠️ ปรับปรุงอาคาร “ #ปรีชาคอมเพล็กซ์” เสริม Recurring Income: รีโนเวตอาคารสำนักงาน 15 ชั้น ติด MRT สุทธิสาร ตั้งเป้าอัตราการเช่าไม่ต่ำกว่า 80% สร้างกระแสเงินสดจากค่าเช่าสม่ำเสมอราว 30 ล้านบาทต่อปี

🏨 ขยายสู่ธุรกิจโรงแรมยกระดับรายได้ระยะยาว: เตรียมเซ็นสัญญาบริหารโรงแรม The Palazzo Bangkok ขนาด 230 ห้อง ใกล้ MRT ห้วยขวาง และศึกษาโอกาสลงทุนโรงแรมใจกลางเมืองเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงสู่ธุรกิจท่องเที่ยว

นายรองฤทธิ์ ธรรมสถิต CEO กล่าวสรุปว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกที่เติบโตกว่า 720% สะท้อนศักยภาพการบริหารงานแม่นยำของทีมผู้บริหารชุดใหม่ โดยเป้ารายได้ 250 ล้านบาทในปีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการ Turnaround จากการผสมผสานรายได้โอนโครงการแนวราบและสินทรัพย์ Recurring Assets เพื่อผลักดันรายได้สู่ 1,000 ล้านบาทอย่างมั่นคงและยั่งยืน

🌊🛠️"แสนสิริ - พลัส พร็อพเพอร์ตี้" เกาะติดสถานการณ์ฝนระลอกใหม่ • ลุยภารกิจฟื้นฟู และจัดรถรับ-ส่งช่วยเหลือลูกบ้านและประชาช...
07/10/2026

🌊🛠️"แสนสิริ - พลัส พร็อพเพอร์ตี้" เกาะติดสถานการณ์ฝนระลอกใหม่

• ลุยภารกิจฟื้นฟู และจัดรถรับ-ส่งช่วยเหลือลูกบ้านและประชาชน

จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาถึงสถานการณ์ฝนฟ้าคะนองระลอกใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ไม่รอช้า ยกระดับมาตรการเตรียมความพร้อมเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถเข้าช่วยเหลือและบรรเทาสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยยึดมั่นในปรัชญา “No One Left Behind” ที่ดูแลครอบคลุมทั้ง 4 เสาหลัก ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม เพื่อก้าวผ่านทุกความท้าทายนี้ไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

#แสนสิริ ได้นำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมสำคัญในอดีต ทั้งปี 2554, 2567 และหาดใหญ่ มาทบทวนและยกระดับแผนงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดตั้ง War Room เพื่อเชื่อมการทำงานระหว่างผู้บริหาร พนักงานหน้างาน และทีมสนับสนุนส่วนกลาง ในการติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และสื่อสารกับลูกบ้านอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกันนี้ยังได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือจำเป็น ทั้งเครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย ระบบป้องกันน้ำ ระบบน้ำและไฟฟ้าสำรอง รวมถึงรถขนาดใหญ่สำหรับส่งต่ออาหารและเครื่องดื่มให้อยู่ในสถานะพร้อมใช้งานทันที

ในส่วนของพื้นที่ที่เผชิญวิกฤตและระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว ทีมงานและพันธมิตรได้ระดมกำลังร่วม Big Cleaning ทันที เพื่อเร่งคืนความสะอาดและความปลอดภัยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งการฉีดล้างทำความสะอาดพื้นผิวถนนด้วยรถน้ำ การใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จัดการคราบโคลนสะสม ตลอดจนการระดมกำลังกวาดเก็บเศษวัสดุ เศษดิน และขยะ เพื่อให้พื้นที่ส่วนกลางกลับมาใช้งานได้

นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านการเดินทางในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา แสนสิริได้จัดบริการรถรับ-ส่งฟรีสำหรับประชาชนและลูกบ้าน เพื่อเชื่อมต่อไปยังจุดสำคัญ อาทิ รามคำแหง - ร่มเกล้า, ลาดกระบัง และบางนา

แสนสิริขอร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังใจและแรงสนับสนุน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างทั้งลูกบ้าน พนักงาน พันธมิตร และพี่น้องประชาชนในทุกชุมชน เพื่อให้ทุกวิกฤตผ่านพ้นไปได้อย่างผ่อนหนักเป็นเบา

ลูกบ้านแสนสิริสามารถติดตามประกาศและข้อมูลล่าสุดได้ทางช่องทางของโครงการ และ KhuHu Application หรือหากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 1685

#น้ำท่วม #ดูแลคุณไม่สิ้นสุด

✨✨ #ปรีชา กรุ๊ป กางโรดแมปปักธงรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 2569 โตแกร่ง 720% ลุยเปิด 2 โครงการ...
05/10/2026

✨✨ #ปรีชา กรุ๊ป กางโรดแมปปักธงรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 2569 โตแกร่ง 720% ลุยเปิด 2 โครงการใหม่แบรนด์ “PRESENSE” ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุน

#ปรีชากรุ๊ป ประกาศทิศทางธุรกิจเชิงรุก มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงด้วยการปักหมุดเป้าหมายรายได้รวมแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี (2569–2571) ชูรากฐานความแข็งแกร่งจากผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่กวาดรายได้รวม 122.92 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดถึง 720% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมเดินหน้าเปิดตัว 2 โครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ “ ” บนทำเลศักยภาพสูง เพื่อขับเคลื่อนรายได้และสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้แก่นักลงทุน

นายรองฤทธิ์ ธรรมสถิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปรีชา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PRECHA เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจมหภาค เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอและการบริหารจัดการที่แม่นยำ วันนี้ ปรีชา กรุ๊ป มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะก้าวสู่การเติบโตระลอกใหม่ โดยบริษัทได้วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนรายได้สู่เป้าหมาย 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ซึ่งจะขับเคลื่อนด้วยการเปิดตัวโครงการคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) อย่างต่อเนื่อง”

สำหรับแผนการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะสั้นในปี 2569 บริษัทฯ มั่นใจว่า รายได้รวมทั้งปีแตะไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการทยอยส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการ Prime Westgate อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตัวเร่งการเติบโต ล่าสุด ยังได้เตรียมเปิดตัว 2 โครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ “PRESENSE” บน 2 ทำเลศักยภาพ เพื่อสะสมยอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) และรับรู้รายได้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570–2571 ได้แก่ โครงการ PRESENSE รัตนาธิเบศร์–เวสต์เกต โครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่และคนทำงานย่านนนทบุรี ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนสินเชื่อโครงการ (Project Finance) จากสถาบันการเงินเรียบร้อยแล้ว ตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านสภาพคล่องและความเสี่ยงต่ำ โดยเตรียมเริ่มโอนกรรมสิทธิ์รับรู้รายได้ทันทีในเดือนธันวาคม 2569 นี้

โครงการ PRESENSE ลาดกระบัง–สุวินทวงศ์ โครงการบนทำเลเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสู่สนามบินสุวรรณภูมิและนิคมอุตสาหกรรม เจาะกลุ่ม Real Demand ที่มองหาที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดินมูลค่าสูงและมีศักยภาพการเติบโตระยะยาว

“การก้าวสู่เป้าหมาย 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เป็นเป้าหมายที่มีแผนรองรับอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งความพร้อมด้านเงินทุน แบ็กล็อกที่ทยอยรับรู้รายได้เต็มปีตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป และการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ปรีชา กรุ๊ป มุ่งมั่นที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งมอบผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทุกคน” นายรองฤทธิ์ กล่าวสรุป

🌊🧑‍🔧“พลัส พร็อพเพอร์ตี้” เปิดแผนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เน้นทำงานเชิงรุก พร้อมดูแลความปลอดภัยลูกบ้านและพนักงาน #พล...
02/10/2026

🌊🧑‍🔧“พลัส พร็อพเพอร์ตี้” เปิดแผนรับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เน้นทำงานเชิงรุก พร้อมดูแลความปลอดภัยลูกบ้านและพนักงาน

#พลัสพร็อพเพอร์ตี้ ในเครือแสนสิริ #เปิดแผนรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงที่ผ่านมา โดยมีทีม ERT (Emergency Response Team) ในการวางแผน จัดการ รับมือเหตุฉุกเฉิน ตั้งรับตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม จนถึงการจัดการในสถานการณ์จริง และแผนฟื้นฟูในช่วงหลังน้ำลด โดยเน้นความปลอดภัยของลูกบ้านและพนักงานเป็นส่วนสำคัญ

นายมงคล ไข่มุข ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารอาคารแนวราบ และผู้บัญชาการศูนย์ Emergency Response Team (ERT) บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า #พลัสฯ มีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือในช่วงฤดูฝน ช่วงมรสุม หรือฝนตกหนัก ซึ่งจะมีการประเมินความเสี่ยงโครงการ โดยดูจากความสูงจากระดับน้ำทะเล พื้นที่ใกล้แม่น้ำ คูคลอง และโครงการที่ได้รับผลกระทบในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เพื่อนำมาบริหารจัดการเชิงป้องกันได้อย่างเหมาะสมตามลำดับความเสี่ยงของแต่ละโครงการ

ขั้นตอนในระยะป้องกันนี้ รวมไปถึง การลอกคูคลองในบริเวณใกล้เคียง การเตรียมระบบระบายน้ำและประตูน้ำ ลดระดับน้ำในท่อ สำรวจจุดวางกระสอบทราย ทดสอบเครื่องสูบน้ำและระบบไฟฟ้า ตัดแต่งกิ่งไม้และดูแลความปลอดภัยรอบโครงการ รวมถึงการซ้อมแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อเกิดสถานการณ์จริง

ส่วนในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ทีม ERT ได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมการตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยง โดยติดตามข้อมูลระดับน้ำในเขื่อนและปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ เพื่อประเมินผลกระทบในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมการเชิงป้องกัน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ครั้งนี้มีความรุนแรงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากกว่าที่คาดการณ์ จากฝนที่ตกรุนแรงต่อเนื่อง (Rain Bomb) ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงวันที่ 24–27 กันยายน ประกอบกับมีปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้ระดับน้ำในหลายพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล

#เร่งเพิ่มกำลังเครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย เสบียงอาหาร จัดโลจิสติกรถขนส่ง

การรับมือต้องยกระดับขึ้นทันที พลัสฯ และ #แสนสิริ มีการเปิด War Room เพื่อบริหารจัดการเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นความปลอดภัยของลูกบ้านและพนักงานเป็นหลัก ซึ่งในโครงการที่ได้รับผลกระทบ เรามีการเสริมกระสอบทราย และเครื่องสูบน้ำ รวมถึงประสานงานกับซัพพลายเออร์และพาร์ทเนอร์เพื่อเตรียมรถรับ-ส่ง เสบียงอาหารแห้ง เครื่องดื่มให้กับพนักงานและลูกบ้าน พร้อมวางแผนเส้นทางเดินรถในช่วงน้ำท่วม เนื่องจากบางเส้นทางไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และแต่ละโครงการได้รับผลกระทบต่างกัน

ทั้งนี้ ตลอดการดำเนินการ มีการสื่อสารอัพเดทข้อมูลกับลูกบ้านผ่าน Kuhu Application และการเข้าถึงลูกบ้านจากพนักงานที่อยู่ในโครงการ เพื่อให้ลูกบ้านได้รับข้อมูลอย่างทั่วถึง โดยแจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำภายใน-รอบนอกโครงการ การดำเนินการของทีมงาน วิธีการดูแลตนเอง ครอบครัว และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงข้อมูลการรับความความช่วยเหลือในแต่ละโครงการ

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราไม่ได้แค่บริหารจัดการน้ำในโครงการ แต่บริหารความกังวลของลูกบ้านด้วย ดังนั้น การสื่อสารสำคัญอย่างมาก ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และเรารับฟังเสียงและความเดือดร้อนของลูกบ้าน นำไปเพิ่มแนวทางบริหารจัดการให้เหมาะสม เช่น การจัดรถรับส่งเพื่อเดินทางเข้า-ออกโครงการ ซึ่งเป็นการลดความเครียดของลูกบ้าน ให้ได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อม และสามารถไปจับจ่ายใช้สอยอาหารด้วยตนเองได้ นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมห้องสุขาเคลื่อนที่ให้กับโครงการที่ไม่สามารถใช้น้ำประปาได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตให้กับลูกบ้าน”

#เตรียมพร้อมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด: ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และ การดูแลเคลมประกันลูกบ้าน

สถานการณ์ปัจจุบัน น้ำในโครงการเริ่มลดลง และมีบางส่วนที่ยังต้องได้รับการดูแล แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน เนื่องจากมีการปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเติมอีก ดังนั้น เรายังต้องดูแลใกล้ชิดต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือในพื้นที่เสี่ยง

ส่วนโครงการที่น้ำลดแล้ว เข้าสู่ช่วงฟื้นฟู เราเตรียมการทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงช่วยจัดหาพาร์ทเนอร์บริการทำความสะอาดให้กับลูกบ้าน รวมไปถึง ตรวจสอบระบบสาธารณูปโภคในโครงการให้พร้อมใช้งาน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือลูกบ้านในการเคลมประกันความเสียหาย

นอกจากนี้ เรายังมีมาตรการความช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัทได้จัดเตรียมเงินช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูบ้านพักอาศัยของพนักงาน พร้อมสินเชื่อฉุกเฉินกรณีพิเศษอัตราดอกเบี้ย 0%

“ในครั้งนี้ เราสามารถบรรเทาความรุนแรงของเหตุน้ำท่วมด้วยแผนเชิงรุก โดยทีม ERT ได้นำประสบการณ์และการถอดบทเรียนจากการรับมือกับน้ำท่วมที่หาดใหญ่ และเหตุการณ์แผ่นดินไหว นำไปปรับแผนจัดการเหตุฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมยิ่งขึ้น ทำให้ครั้งนี้ เราสามารถดำเนินการตามแผน และบรรเทาผลกระทบต่อที่พักอาศัยและอาคารที่พลัสฯ บริหาร รวมถึงสามารถให้ความช่วยเหลือลูกบ้านและพนักงาน และขยายผลไปยังชุมชนโดยรอบได้”

ทั้งนี้ ลูกบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อนิติบุคคลประจำโครงการ หรือติดต่อ Call Centre โทร. 1685

🌊💧🧑‍🔧สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน แชร์องค์ความรู้ “ #บ้านหลังน้ำท่วม” แนะเช็ก 7 จุดสำคัญ ก่อนทำความสะอาด – ซ่อมแซม – กลับเข้า...
01/10/2026

🌊💧🧑‍🔧สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน แชร์องค์ความรู้ “ #บ้านหลังน้ำท่วม” แนะเช็ก 7 จุดสำคัญ ก่อนทำความสะอาด – ซ่อมแซม – กลับเข้าอยู่อาศัย

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) ให้องค์ความรู้ประชาชนจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัด ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน แนะนำเจ้าของบ้านให้เพิ่มความระมัดระวังในการกลับเข้าไปตรวจสอบและฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า โครงสร้างอาคาร ระบบประปาและสุขาภิบาล รวมถึงวัสดุภายในบ้าน พร้อมย้ำว่า “น้ำลด ไม่ได้หมายความว่าบ้านปลอดภัยแล้ว” ควรตรวจสอบความเสียหายอย่างเป็นระบบก่อนทำความสะอาด หรือ ซ่อมแซม เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจลุกลามและความเสี่ยงต่อผู้อยู่อาศัย

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การรีบกลับเข้าไปซ่อมบ้าน แต่คือการตรวจสอบความปลอดภัยก่อน เพราะน้ำท่วมขังสามารถสร้างความเสียหายได้ทั้งในส่วนที่มองเห็นและมองไม่เห็น โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า โครงสร้างบ้าน และวัสดุที่สะสมความชื้น ดังนั้นเจ้าของบ้านควรประเมินความเสียหายอย่างเป็นขั้นตอน และหากพบความผิดปกติควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบก่อนดำเนินการซ่อมแซม

ทั้งนี้ #สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน แนะนำ 7 จุดสำคัญที่เจ้าของบ้านควรตรวจสอบหลังน้ำลด ได้แก่

1. ความปลอดภัยก่อนเข้าบ้าน ก่อนเข้าอาคารควรตรวจสอบว่าพื้นที่โดยรอบปลอดภัยแล้ว หรือไม่ ระวังพื้นลื่น เศษวัสดุของมีคม รวมถึงสัตว์มีพิษที่อาจมากับน้ำท่วม หากบ้านยังมีน้ำขังและไม่ทราบสถานะของระบบไฟฟ้า ไม่ควรเข้าไปเปิดสวิตช์ หรือใช้งานระบบไฟฟ้าด้วยตนเอง

2. ระบบไฟฟ้า ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ หากน้ำเคยท่วมถึงบริเวณตู้ไฟ ปลั๊กไฟ สวิตช์ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ไม่ควรทดลองเปิดใช้งานด้วยตัวเอง แม้น้ำจะแห้งแล้วก็ตาม ควรให้ช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ตรวจสอบระบบก่อนใช้งาน เพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าลัดวงจร และอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย

3. ตรวจสอบโครงสร้างบ้าน สังเกตรอยร้าว หรือ ความผิดปกติของเสา คาน ผนัง และพื้น รวมถึงอาการพื้นทรุด เอียง หรือประตูหน้าต่างที่ เปิด–ปิด ไม่ได้เหมือนเดิม หากพบความผิดปกติ โดยเฉพาะบ้านที่ถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน ควรให้วิศวกร หรือ ผู้เชี่ยวชาญตรวจประเมินก่อนการซ่อมแซม

4. ตรวจผนัง พื้น และวัสดุที่สัมผัสน้ำ วัสดุบางประเภทสามารถดูดซึมน้ำและเก็บความชื้นไว้ภายใน แม้พื้นผิวภายนอกจะแห้งแล้วก็ตาม เจ้าของบ้านควรตรวจสอบสีพอง ผนังบวม เชื้อรา กลิ่นอับ กระเบื้องโก่ง รวมถึงพื้นไม้และวัสดุที่มีส่วนประกอบจากไม้ ซึ่งอาจเกิดการบวมและเสียรูปจากการแช่น้ำ

5. ระบบประปาและสุขาภิบาล ควรตรวจสอบถังเก็บน้ำ ปั๊มน้ำ ท่อน้ำดี ท่อน้ำทิ้ง และระบบบำบัดน้ำเสีย โดยเฉพาะกรณีที่น้ำท่วมถึงสุขภัณฑ์ หรือ มีน้ำเสียไหลเข้าบริเวณบ้าน เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนและส่งผลต่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย

6. ประตู หน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์ Built-in วัสดุประเภทไม้ หรือ วัสดุที่มีคุณสมบัติดูดซึมน้ำอาจบวม เสียรูป หรือ เกิดเชื้อราได้ ควรประเมินสภาพก่อนตัดสินใจรื้อ หรือ เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยพิจารณาทั้งระดับน้ำ ระยะเวลาที่วัสดุสัมผัสน้ำ และประเภทของวัสดุ

7. ทำความสะอาดและทำให้บ้านแห้งสนิทก่อนซ่อมแซม หลังตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว ควรทำความสะอาดคราบสกปรกและสิ่งปนเปื้อน พร้อมเร่งระบายความชื้นออกจากบ้าน โดยเฉพาะบริเวณผนัง พื้น ฝ้า และพื้นที่ปิดทึบ ทั้งนี้ไม่ควรรีบทาสี ปิดผิว หรือ ซ่อมแซมเพื่อความสวยงาม หากโครงสร้างหรือวัสดุภายในยังมีความชื้นสะสม

“สิ่งที่เจ้าของบ้านควรหลีกเลี่ยงหลังน้ำลด คือการรีบเปิดระบบไฟฟ้า การรีบทาสี หรือ ปิดผิวผนังที่ยังมีความชื้น และการซ่อมแซมโครงสร้างโดยไม่มีการประเมินก่อน เพราะอาจทำให้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ถูกปิดทับและกลับมาเป็นความเสียหายที่รุนแรงขึ้นในภายหลัง หลักง่าย ๆ คือ Safety – Inspect – Dry – Repair คือ ตรวจความปลอดภัย ตรวจความเสียหาย ทำให้บ้านแห้ง และจึงเข้าสู่ขั้นตอนการซ่อมแซม” นายอนันต์กร กล่าว

#นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวเพิ่มเติมว่า “บ้านหลังน้ำท่วมไม่ควรพิจารณาเพียงความเสียหายที่มองเห็นด้วยตา แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและความเสียหายภายในด้วย” โดยสมาคมฯ ต้องการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านบ้านและการก่อสร้างให้ประชาชนสามารถดูแลบ้านของตนเองได้อย่างถูกต้อง และรู้ว่าในกรณีใดควรขอคำแนะนำหรือให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบ เพื่อให้การฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วมเป็นไปอย่างปลอดภัยและลดความเสียหายในระยะยาว

✨✨  สะท้อนศักยภาพ “ #นิวตราซูติคอลไทย” โตต่อเนื่อง กว่า 800 บริษัทจากทั่วโลกบุกตลาดเอเชีย ชูไทยฐานผลิต – นวัตกรรม – ส่งอ...
01/10/2026

✨✨ สะท้อนศักยภาพ “ #นิวตราซูติคอลไทย” โตต่อเนื่อง กว่า 800 บริษัทจากทั่วโลกบุกตลาดเอเชีย ชูไทยฐานผลิต – นวัตกรรม – ส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ปิดฉากอย่างคึกคักสำหรับ Vitafoods Asia 2026 งานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้าน Nutraceutical ระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ณ ฮอลล์ 1 – 3 และ 5 – 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพและโภชนาการในเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและการผลิตด้าน Nutraceutical ของภูมิภาค

ปีนี้งานขยายตัวอย่างชัดเจน โดยมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 800 บริษัท จากกว่า 40 ประเทศและภูมิภาค ขยายพื้นที่จัดแสดงกว่า 20,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 6 ฮอลล์ และมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 18,273 ราย จากกว่า 80 ประเทศ และมียอดเม็ดเงินสะพัดจากการเจรจาธุรกิจกว่า 4,600 ล้านบาท
ตลาดสุขภาพไทยโอกาสยังโตต่อ

การเติบโตของงานสอดคล้องกับแนวโน้มตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทย โดยข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทยคาดว่าจะเติบโตจาก 42,300 ล้านบาทในปี 2568 เป็น 60,800 ล้านบาทภายในปี 2573
โดยมีแรงขับเคลื่อนจากความสนใจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค ทั้งด้านภูมิคุ้มกัน การสูงวัยอย่างมีคุณภาพ สุขภาพจิต การนอนหลับ และสุขภาพโดยรวม สะท้อนถึงโอกาสของตลาดไทยที่ยังมีแนวโน้มเติบโต และความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่หลากหลายมากขึ้น

จาก “ #ผู้ผลิต” สู่ “ #เจ้าของนวัตกรรม”

อีกภาพที่ชัดเจนจาก Vitafoods Asia 2026 คือบทบาทของผู้ประกอบการไทยที่กำลังขยับจากการผลิตและจัดหาสินค้า ไปสู่การพัฒนา Ingredient, OEM/ODM, Contract Manufacturing และแบรนด์สุขภาพ มากขึ้น

โอกาสสำคัญอยู่ที่การเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่วัตถุดิบ สารสกัด การวิจัยและพัฒนา การผลิต ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และการส่งออก โดยเฉพาะจุดแข็งของไทยด้านสมุนไพร สารสกัดจากธรรมชาติ และองค์ความรู้ด้านอาหารและสุขภาพ

หากสามารถต่อยอดจากจุดแข็งด้านวัตถุดิบและฐานการผลิตไปสู่ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ไทยก็มีโอกาสขยับจากตลาดผู้บริโภคไปสู่การเป็นฐานพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับตลาดภูมิภาค

#เทรนด์สุขภาพขยายจากคนสู่สัตว์เลี้ยง

ด้านนวัตกรรม งานปีนี้ยังเน้นเทรนด์สุขภาพเชิงป้องกัน พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และส่วนผสมที่ตอบโจทย์ Healthy Aging, Gut & Microbiome Health, Cognitive & Mental Wellness และ Personalized Nutrition รวมถึงวิตามิน แร่ธาตุ สารสกัดสมุนไพร โปรตีน เปปไทด์ และส่วนผสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม

อีกไฮไลต์ที่น่าจับตาคือ Pet Nutraceuticals สะท้อนกระแส Pet Humanization ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับสุขภาพและโภชนาการของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยหมวด Pet Nutraceuticals ได้รับการจัดพื้นที่และนำเสนออย่างชัดเจนภายในงาน

ภาพรวมจึงสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยทั้ง Science, Innovation และ Commercialization ตั้งแต่การพัฒนาส่วนผสมใหม่ การผลิต ไปจนถึงการนำงานวิจัยมาต่อยอดเป็นธุรกิจ

โอกาสยกระดับ “ #เศรษฐกิจสุขภาพไทย”

Vitafoods Asia 2026 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของงานแสดงสินค้า แต่สะท้อนการขยายตัวของ Health & Wellness Economy ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือการเปลี่ยนจุดแข็งด้านวัตถุดิบ สมุนไพร ฐานการผลิต และตลาดภายในประเทศ ให้กลายเป็น มูลค่าเพิ่มจากงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และแบรนด์ไทย

การยกระดับจาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์และเจ้าของนวัตกรรม” จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยก้าวสู่ตลาดโลก

Vitafoods Asia 2026 จึงเป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่เป็นภาพสะท้อนว่า Health & Wellness Economy กำลังเติบโตเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค และเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการก้าวสู่การเป็น Regional Health & Wellness Hub

ยกระดับ “เศรษฐกิจสุขภาพไทย” สู่ปักหมุดใหม่ Asia 2027 ณ มาเลเซีย

ความสำเร็จของ Vitafoods Asia 2026 จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า Health & Wellness Economy กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โจทย์สำคัญของไทยในระยะถัดไป คือการเปลี่ยนจุดแข็งด้านวัตถุดิบและฐานการผลิต ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับสู่การเป็น Regional Health & Wellness Hub อย่างเต็มภาคภูมิ

พร้อมกันนี้ อุตสาหกรรม ในระดับภูมิภาคยังเตรียมเดินหน้าต่อกับหมวดใหม่ โดยกำหนดจัดงาน Vitafoods Asia 2027 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมแห่งชาติมาเลเซีย (MITEC) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ระหว่างวันที่ 21–23 กันยายน 2570 บนพื้นที่ยิ่งใหญ่กว่า 35,000 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็น “โอกาสครั้งสำคัญ” ของผู้ประกอบการไทยในการนำเสนอนวัตกรรม สารสกัดมาตรฐานสูง และผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย ขยายปีกสู่เครือข่ายคู่ค้าในตลาดสากลต่อไป

🔥✨⚡เจาะลึก ผังเมือง กทม. ฉบับใหม่ ปรับสีเพิ่ม FARเปลี่ยนทิศทางลงทุนอสังหาฯ ดันเมืองสู่ยุค Beyond the Cityบริษัท พร็อพทูม...
25/09/2026

🔥✨⚡เจาะลึก ผังเมือง กทม. ฉบับใหม่ ปรับสีเพิ่ม FAR
เปลี่ยนทิศทางลงทุนอสังหาฯ ดันเมืองสู่ยุค Beyond the City

บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด จัดเสวนาใหญ่ในหัวข้อ “กรุงเทพจตุรทิศ : จตุรมหานคร Beyond the City” เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 12 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเมืองใหญ่ของกรุงเทพมหานครที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังจากที่เตรียมประกาศใช้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ปรับปรุงครั้งที่ 4 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและพื้นที่จังหวัดปริมณฑล รวมทั้งได้ส่งผลต่อการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่อยู่อาศัยในอนาคต

#กรมที่ดินชี้ข้อเสนอ “ #ลดขนาดที่ดินจัดสรร” ส่อเค้าร่างไม่ผ่าน

หวั่นกระทบคุณภาพชีวิตและสร้างปัญหาจราจร

นายสิทธิโชค ศรีมีชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สังกัดสํานักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (กรมที่ดิน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าข้อเสนอปรับลดขนาดที่ดินจัดสรรขั้นต่ำเพื่อช่วยผู้ซื้อบ้านในยุคค่าครองชีพสูง โดยระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าว “เป็นไปได้ยาก” และมีแนวโน้มสูงที่จะไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากยังมีความคิดเห็นต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัย

สำหรับข้อเสนอที่มีการเสนอไว้ ได้แก่ ทาวน์เฮาส์ ลดขนาดจาก 16 ตารางวา เหลือ 14 ตารางวา แต่ยังให้คงความกว้างหน้าบ้านไว้ที่ 4 เมตร บ้านแฝด ลดขนาดจาก 35 ตารางวา เหลือ 25 ตารางวา และ บ้านเดี่ยว ลดขนาดจาก 50 ตารางวา เหลือ 36 ตารางวา อย่างไรก็ดีอาจจะมีความเป็นไปได้ในกรณีการปรับลดขนาดที่ดินบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มผ่อนปรนปรับลดลงเหลือ 40 ตารางวา ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางในเดือนตุลาคมนี้

ซึ่งการปรับลดขนาดที่ดินจำเป็นต้องสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และกฎหมายผังเมือง อีกทั้งคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางและหน่วยงานรัฐ ที่ปัจจุบันให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นหลัก หากปรับลดขนาดลงจะเพิ่มความหนาแน่นของชุมชน และซ้ำเติมปัญหาการจอดรถขวางทางหน้าบ้าน ซึ่งเป็นข้อพิพาทหลักในปัจจุบัน

#สอยมาตรการใหม่ แก้ปัญหาจราจร-ขยะ ในหมู่บ้านจัดสรร

เพื่อแก้ปัญหาการจราจรและความเป็นระเบียบเรียบร้อย กรมที่ดินได้เตรียมปรับเพิ่มข้อกำหนดความกว้างถนนภายในโครงการ จากขั้นต่ำ 8 เมตร ขยายเป็น 9 เมตร เพื่อรองรับการจอดรถและเปิดทางให้รถขยะรวมถึงรถสาธารณะสัญจรได้สะดวก ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการจัดสรรที่ดินได้กำหนดให้โครงการต้องจัดเตรียม “พื้นที่พักขยะ” บริเวณด้านหน้าโครงการเพื่อความสะดวกในการขนถ่าย

#ตีตกข้อเสนอขยายเกณฑ์จัดสรร 20 แปลง หวั่นเป็นช่องเลี่ยงกฎหมาย

สำหรับข้อเสนอขยายเกณฑ์จำนวนแปลงจัดสรรจากไม่น้อยกว่า 10 แปลง เป็น 20 แปลง เพื่อช่วยผู้พัฒนารายย่อย ที่ประชุมมีมติ ตีตกข้อเสนอดังกล่าวทันที เนื่องจากกังวลว่าจะกลายเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายจัดสรรที่ดิน ทั้งนี้ กฎหมายยังคงกรอบเวลาการพิจารณาออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินไว้อย่างชัดเจนว่าต้องแล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับจากยื่นเอกสารครบถ้วน

#จับตาเทรนด์อสังหาฯ รายใหญ่ครองตลาด 95% - คอนโดฯ ยังเติบโต

สำหรับภาพรวมการพัฒนาโครงการจัดสรรในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ผู้ประกอบการปรับลดขนาดโครงการจัดสรรให้เล็กลง ส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่จัดสรรไม่เกิน 50 ไร่ต่อโครงการ เนื่องจากหากพัฒนาโครงการขนาดเกิน 100 ไร่ หรือ 500 ไร่ จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการนานและมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้สถิติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า ตลาดอสังหาฯแนวราบมากกว่า 95% เป็นการพัฒนาโดยบริษัทรายใหญ่และบริษัทมหาชน ในขณะที่สัดส่วนของผู้พัฒนาโครงการรายใหม่มีน้อยกว่า 5%

ส่วนภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียม ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากราคาที่ดินแนวราบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก สำหรับประเด็นความวิตกกังวลเรื่องแผ่นดินไหว ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาของผู้ซื้อเพียงแค่ในช่วงแรกเท่านั้น แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างและการตัดสินใจซื้อในระยะยาว อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านตลาดต่างจังหวัด ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหญ่ขยายฐานลงทุนอย่างต่อเนื่องและเข้าไปทำตลาดนานแล้ว เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯท้องถิ่นจะมีปัญหาจากผู้ประกอบการอสังหาฯรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่แตกต่างกัน ทำให้อาจเห็นบริษัทอสังหาฯบางราย ที่ไปลงทุนในตลาดต่างจังหวัดอาจจะไปไม่รอดได้เช่นกัน

#ยกระดับบริการดิจิทัล จดทะเบียนออนไลน์ข้ามสำนักงาน

ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดินได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในกระบวนการทำงาน ได้แก่ แอปพลิเคชัน Q-Lands, Smart Lands และระบบการรังวัดอัจฉริยะ (Smart Survey) นอกจากนี้ยังได้เปิดให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแบบออนไลน์ต่างสำนักงาน เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินข้ามสำนักงานที่ดินได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินท้องที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ ในกรณีที่เป็นการจดทะเบียนประเภทที่ไม่ต้องมีการประกาศ

#เปิดฉากผังเมืองรวม กทม.ฉบับที่ 4

นายสิทธิพล กุสุมอรัญญา รองผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความคืบหน้าของผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ที่ปัจจุบันโครงสร้างเมืองมีการเปลี่ยนแปลงและกำลังเผชิญกับภาวะเมืองเติบโตมากขึ้น เพราะกทม.เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ขณะที่ร่างผังเมืองที่มีทั้งหมด 8 ผังเมืองมีขั้นตอนการทำผังเมืองไม่ง่ายเพราะมี 18 ขั้นตอน ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่ 10 อยู่ในช่วงการติดประกาศ 90 วัน

โดยภาพรวมแล้ว การขับเคลื่อนร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) กำลังสร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ให้กับวงการอสังหาฯและผู้ลงทุน ด้วยการปรับปรุงแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัย ร้านค้า แหล่งงาน และบริการสาธารณะได้สะดวก ภายระยะเดินทาง 15 นาที ซึ่งต้องเป็นเมืองแห่งสุขภาวะรองรับสังคมผู้สูงอายุและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

โดยมีการปรับสีผังเมืองใหม่ เช่น ขยายพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) พื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม) และลดพื้นที่สีเขียวลาย (อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) ส่งผลให้หลายทำเลได้รับสิทธิประโยชน์ในการพัฒนาก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ โดยมี 3 กลุ่มทำเลศักยภาพสูงที่เป็นทำเลทองของผู้ประกอบการและนักลงทุน ประกอบด้วย

1. โซนปลดล็อก "ฟลัดเวย์" ที่มีการเปลี่ยนพื้นที่เขียวลายสู่โครงการจัดสรร กลุ่มพื้นที่ที่เคยติดเงื่อนไขอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม (พื้นที่สีเขียวลาย) ถูกปรับยกระดับให้เป็นพื้นที่สีเขียวและสีเหลือง เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ฝั่งธนบุรี (ตลิ่งชัน - ทวีวัฒนา - บางขุนเทียน - บางบอน) ได้มีการปลดล็อกพื้นที่เขียวลาย โดยได้รับอานิสงส์จากโครงข่ายถนนตัดใหม่ โดยเฉพาะถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 และการสร้างระบบกั้นน้ำ ทำให้สามารถพัฒนาโครงการจัดสรรที่อยู่อาศัยได้เต็มรูปแบบ ส่วน โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก (ประเวศ - สะพานสูง - ลาดกระบัง - หนองจอก) มีการปรับลดพื้นที่ฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออก คืนสิทธิการพัฒนาที่ดินให้ประชาชนและผู้ประกอบการ รองรับการขยายตัวของที่อยู่อาศัยจากเมืองชั้นใน

2. โซนอัปเกรด FAR ทวีคูณ สามารถก่อสร้างตึกสูง-มิกซ์ยูสได้ใหญ่ขึ้น โดยกลุ่มทำเลที่มีการเพิ่มค่าสัดส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) ทำให้เจ้าของที่ดินและนักพัฒนาสามารถสร้างอาคารได้พื้นที่กว้างขึ้น หรือสร้างตึกได้สูงขึ้นบนขนาดที่ดินเท่าเดิม โดยทำเลไฮไลต์ เช่น ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 มีการปรับสีผังเมืองจาก ย.2 เป็น ย.5 ส่งผลให้ค่า FAR เพิ่มขึ้นจาก 1.5 เท่าเป็น 3 เท่า สามารถพัฒนาอาคารได้ขนาดใหญ่ขึ้นถึง 2 เท่า,ทำเลรัชดาภิเษก - พระราม 9 – คลองเตย ตอกย้ำการเป็น New C*D ด้วยการขยายพื้นที่สีแดงและสีส้ม เพิ่มศักยภาพในการสร้างอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมสูง และโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่พิเศษ รองรับแผนการย้ายท่าเรือคลองเตยในอนาคต, โซนสวนหลวง - ปทุมวัน – คลองสาน มีการปรับสีผังเมืองยกระดับความหนาแน่น เพิ่มสิทธิการก่อสร้างอาคารสูงและอาคารพาณิชยกรรมรอบจุดเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่ง

3. โซนโหนดรถไฟฟ้า (TOD & Interchange) ศูนย์กลางชุมชนใหม่ พื้นที่ตามแนวถดถอยและจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าหลายสาย ได้รับการปรับเปลี่ยนผังสีเป็นพื้นที่สีส้มและสีแดง เพื่อเปิดทางให้เกิดการพัฒนาคอนโดมิเนียมและศูนย์การค้าชุมชน เช่น ดอนเมือง – วงเวียนหลักสี่ มีการเพิ่มพื้นที่สีส้มและสีแดง รองรับจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงและสนามบินดอนเมือง , มีนบุรี - ลาดพร้าว – บางกะปิ อัปเกรดความหนาแน่นเพื่อรองรับจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู สายสีส้ม และสายสีเหลือง และพื้นที่บางนา – ศรีนครินทร์ มีการขยายพื้นที่พาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง รองรับการเติบโตของศูนย์กลางพาณิชยกรรมฝั่งตะวันออก

นอกจากนี้ (ร่าง) ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ได้กำหนดให้มีมาตรการเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวม (FAR) สำหรับการพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพิ่มเติมจากเดิม 5 กรณี เป็น 10 กรณี เช่น การจัดให้มีพื้นที่สำหรับใช้เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กหรือ สถานดูแลผู้สูงอายุในเวลากลางวัน, การจัดให้มีพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ สวนสาธารณะ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ลำคลอง, การจัดให้มีพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปในบริเวณเปลี่ยนถ่ายการสัญจรของระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เป็นต้น

#ยอดโอนที่อยู่อาศัยครึ่งปีแรกโตกระเตื้อง – ดีมานด์แท้ในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน

ด้าน ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อํานวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ฉายภาพตลาดอสังหาฯในช่วงครึ่งปีแรกมีสภาพเหมือน "ชะลอตัว" หรือ "อยู่ในโซนระวัง ต้องรอโอกาส" เพราะภาคอสังหาฯแทบจะผูกติดกับภาวะเศรษฐกิจไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบเรื่องการค้า การส่งออกที่ลดลง การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ และต้นทุนต่างๆ สูงขึ้น แต่ REIC ยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังพัฒนาไปต่อได้ และมีผลต่อกำลังซื้ออสังหาฯ ซึ่งในปัจจุบันตลาดอสังหาฯได้เริ่มฟื้นตัว ประเมินได้จากตัวเลขยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจริงจากกรมที่ดิน ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวนหน่วยขยายตัวมากถึง 20.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 อยู่ที่ 79,703 ยูนิต มูลค่าอยู่ที่ 241,864 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 7%

โดยสินค้าคอนโดมิเนียมเป็นกลุ่มหลักที่ผลักดันการเติบโต ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากการที่ผู้ซื้อเร่งโอนกรรมสิทธิ์ล่วงหน้า จากความไม่แน่นอนของมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ก่อนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมติให้ต่ออายุมาตรการจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและมูลค่าจากตลาดต่างชาติ ปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวครั้งนี้มาจากเรียลดีมานด์หรือกำลังซื้อจริงของผู้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยอาคารชุดมียอดโอนกรมสิทธิ์จำนวน 40, 976 ยูนิต เติบโตเพิ่มขึ้น 30% มีมูลค่าประมาณ 94,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.9 % ส่วนบ้านแนวราบ มีจำนวน 38,727 ยูนิต เพิ่มขึ้น 21.1% มูลค่า 147,115 ล้านบาท ขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.8%

ด้านซัพพลายพบว่าหน่วยเหลือขาย ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมลดลงประมาณ 10% เนื่องจากมีการเร่งระบายสต็อกเดิมของผู้ประกอบการและการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ ทำให้ระดับสินค้าคงคลังเริ่มกลับสู่จุดสมดุลมากขึ้น

#ตลาดอสังหาฯระดับกลาง-ล่าง รับปัจจัยกระทบหนี้ครัวเรือนสูง

การเติบโตของกลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนถึงระดับอัลตราลักชัวรี ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อสูง นิยมซื้อที่อยู่อาศัยด้วยเงินสด ไม่พึ่งพาสินเชื่อธนาคาร และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อย ต่างจากตลาดระดับกลางถึงล่างที่ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันหลักจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ของสถาบันการเงินที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้น และภาระหนี้ครัวเรือนของประชาชนที่ยังทรงตัวในระดับสูง

#ส่องเมกะเทรนด์ 3-5 ปีจาก C*D สู่ "Network City" และแรงดันผังเมืองใหม่

สำหรับทิศทางอสังหาฯในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า จะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

· การขยายตัวของเมือง โดยโครงข่ายรถไฟฟ้าสายต่างๆ กำลังเปลี่ยนโครงสร้างกรุงเทพฯ จากเดิมที่มีศูนย์กลางเดียว คือ ย่านสีลม-สาทร ที่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ หรือ C*D ไปสู่การเป็น "Network City" เกิดศูนย์กลางธุรกิจใหม่ เช่น New C*D ย่านพระราม 9-รัชดา และ EBD ย่านบางนา-สุวรรณภูมิ

· พฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี ผู้ซื้อหันมาใช้ระบบ Omnichannel Journey ในการค้นหาข้อมูล ชม Virtual Tour และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้น รวมถึงเกิดรูปแบบการเป็นเจ้าของที่ยืดหยุ่น เช่น Rent-to-Own และ Leasehold ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

· ต้นทุนที่ดินและการก่อสร้าง โดยราคาประเมินที่ดินใหม่และค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น บังคับให้ผู้ประกอบการต้องสร้าง "มูลค่าเพิ่ม" (Value Creation) ให้กับโครงการมากกว่าแค่การขายพื้นที่แบบเดิม

นอกจากนี้การขยายเส้นทางของรถไฟฟ้าสายใหม่ ทำให้พื้นที่อื่นรอบนอกกรุงเทพฯมีการเติบโตแทนการกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น สายสีส้ม (ตะวันออก) ดันทำเลรามคำแหง-มีนบุรี ให้กลายเป็น Hub ใหม่ของที่อยู่อาศัยแนวราบ ส่วน สายสีเหลืองและสายสีชมพู ช่วยเชื่อมต่อพื้นที่ กทม. ตอนเหนือและตะวันออก หนุนการเติบโตของโครงการ Low-rise และ Community Mall

ขณะเดียวกันผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ ยังเตรียมเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน (FAR Bonus) บริเวณจุดตัดสถานีรถไฟฟ้า (Interchange) ส่งเสริมการพัฒนา TOD (Transit-Oriented Development) ซึ่งส่งผลให้ราคาประเมินที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บีบให้ผู้บริโภคที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ต้องขยับออกไปซื้อที่ดินในทำเลชานเมืองมากขึ้น

" #บ้านแฝด" ผงาดรับยุคทอง – คอนโด Campus & Pet-Friendly คว้าใจคนรุ่นใหม่

จากปัจจัยกระทบด้านราคาที่ดินที่พุ่งสูงจนทำให้บ้านเดี่ยวมีราคาแพงเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะจับต้องได้ ส่งผลให้บ้านแฝดก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าดาวเด่น เข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมอย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากมีพื้นที่ใช้สอยและฟังก์ชันใกล้เคียงบ้านเดี่ยวแต่มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า หรือเป็นบ้านแฝดสไตล์บ้านเดี่ยว ซึ่งทำเลกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่, บางนา-ตราด และราชพฤกษ์-นครอินทร์ จะเป็นทำเลเด่นของตลาดบ้านแฝด

ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียม กลุ่มสินค้าที่สร้างผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่องคือ Campus Condo บริเวณใกล้สถานศึกษา ซึ่งให้ผลตอบแทนจากการเช่า (Rental Yield) สูง ดึงดูดนักลงทุนได้เป็นอย่างดี และ Pet-Friendly Condo ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ รับกระแส Pet Humanization ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างตรงจุด

อย่างไรก็ตามแม้ตลาดอสังหาฯไทย ยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง เช่น อัตราดอกเบี้ย ภาระหนี้ครัวเรือน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนพลังงาน แต่โอกาสใหม่ๆ ยังคงมีอยู่มาก จากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับเหมาะสม ทาง REIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยคงอยู่ระดับต่ำไปถึงปี 2570 ขณะที่การพิจารณาสินเชื่อบ้านจากสถาบันการเงิน ยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งในภาวะเช่นนี้จะส่งผลให้การเปิดโครงการใหม่ลดลง ทำให้อุปทานในตลาดจะเริ่มปรับเข้าสู่จุดสมดุล ส่งผลให้ภาพรวมอสังหาฯไทยในระยะถัดไป มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมั่นคงยิ่งขึ้น

#เฟรเซอร์สฯ ดัน "วัน แบงค็อก" ต้นแบบพลิกโฉมพระราม 4

นายอุรเสฏฐ นาวานุเคราะห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการลงทุน โครงการ วัน แบงค็อก ให้มุมมองถึงวิวัฒนาการย่าน C*D ของกรุงเทพฯ ตลอด 40–50 ปีที่ผ่านมา มีการปรับเปลี่ยนมาตลอด โดยยุคเริ่มต้น ศูนย์กลางธุรกิจ ตั้งอยู่ที่สีลมและสาทร เป็นแหล่งรวมสถาบันการเงินและอาคารสำนักงานเกรดพรีเมียม ถัดมาการเติบโตขยายตัวขึ้นทางทิศเหนือตามแนวถนนวิภาวดีรังสิตและดอนเมืองโทลล์เวย์ และเข้าสู่ยุครถไฟฟ้า (BTS / MRT) ทำให้เกิดการพัฒนาแนวยาว (Linear Development) ตามเส้นทางรถไฟฟ้า เช่น สยาม เพลินจิต อโศก และการเกิด New C*D ย่านรัชดา-พระราม 9

จนมาถึงยุคปัจจุบัน การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่อย่าง One Bangkok บนถนนพระราม 4 จากการเปิดปล่อยเช่าที่ดินระยะยาวของสถาบันขนาดใหญ่ ปลุกกระแสการพัฒนาเมืองให้กลายเป็นย่านศูนย์กลาง โดยการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่นั้น สิ่งสำคัญ คือ การพัฒนาเมืองต้องอาศัยเงินทุน วิสัยทัศน์ และ "วัฏจักรเศรษฐกิจ" ที่สมบูรณ์แบบ โดยภาครัฐต้องทำหน้าที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เพื่อสร้างความน่าอยู่ ขณะที่ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน ดึงดูดการใช้งาน และสร้างรายได้ภาษีหมุนเวียนกลับสู่รัฐเพื่อนำไปพัฒนาเมืองต่อ

สำหรับบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทแม่จากประเทศสิงคโปร์ที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ มีการลงทุนกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ในประเทศไทยได้ดำเนินธุรกิจทั้งอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย, โครงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ "วัน แบงค็อก" (One Bangkok) ซึ่งได้รับการออกแบบภายใต้สัดส่วนพื้นที่เช่าที่หลากหลาย ทั้งอาคารสำนักงาน เกรด A จำนวน 5 อาคาร พื้นที่เช่ารวมประมาณ 500,000 ตารางเมตร คิดเป็นมากกว่า 50% ของโครงการ,พื้นที่รีเทล พื้นที่เช่ารวมประมาณ 190,000 ตารางเมตร ประมาณ 20% ของโครงการ,ที่พักอาศัยในรูปแบบคอนโดฯ Leasehold จำนวน 3 โครงการ และโรงแรมรวม 5 แห่ง อาทิ The Ritz-Carlton Bangkok, Andaz และ Fraser Suites / Fraser Residence

โดยโครงการวัน แบงค็อก ได้นำแนวคิด Cross Synergy มาใช้เพื่อดึงผู้ใช้ประโยชน์ข้ามกลุ่ม มีการจัดสรรพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวมากกว่า 50% ของโครงการ ซึ่งผลสำรวจพบว่า ผู้เช่าอาคารสำนักงานมีความพึงพอใจสูงถึง 90% ต่อพื้นที่ Outdoor และภูมิทัศน์ นอกจากนี้ยังการันตีด้วยมาตรฐานเทคโนโลยี WiredScore และ SmartScore ระดับ Double Platinum พร้อมระบบการเดินทางเชื่อมต่ออัจฉริยะ (One Bangkok Mobility) ทั้งอุโมงค์เชื่อม MRT สถานีลุมพินี ทางเชื่อมทางด่วน และบริการ Shuttle Bus

โดยการเปิดตัวของโครงการ วัน แบงค็อก ไม่เพียงยกระดับย่านพระราม 4 ให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ แต่ยังกระตุ้นการแข่งขันในตลาดออฟฟิศ เกิดปรากฏการณ์ Flight to Quality ที่ส่งผลให้อาคารสำนักงานเก่าต้องเร่งปรับปรุงและเพิ่มบริการใหม่ๆ ด้วยการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ทุกๆ 1 บาท สามารถหมุนเวียนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับมาได้ประมาณ 3 เท่า

ทั้งนี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ได้ตั้ง 3 ดัชนีหลักในการวัดความสำเร็จของโครงการ คือ การสร้างผลตอบแทนทางการเงินตามเป้าหมาย การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEและการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้เข้าใช้

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเมืองในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ขยายขอบเขตความเจริญและเปลี่ยนทำเลชานเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ แต่ยังบีบให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และนโยบายภาครัฐต้องปรับตัว ทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน การจัดระเบียบชุมชน และการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ ชี้ให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เมืองที่ขยายขนาดขึ้น แต่กำลังยกระดับไปสู่การเป็นมหานครที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่อยู่

Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

+66994470497

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ PropDNA โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง PropDNA:

ทางลัด

แชร์